Zeren’s greetings.


 photo th0269c755_zps502f3dde.gif

สวัสดีค่ะ Zeren Zarviiolar เป็นนักเขียนธรรมดาๆ คนหนึ่งที่เดิมเคยใช้นามปากกาว่า Aquarius ใน Pegasus Magazine ปัจจุบันแต่งงานกับ Zefeilist Zarviiolar ก็เลยเปลี่ยนนามปากกาเป็น Zeren Zarviiolar แล้วค่ะ เว็บไดอารี่ทำขึ้นมาเล่นๆ ทักได้ เมนต์ได้ แต่ห้ามทวงนิยายเค้าน้า~ เค้าขึ้นอืดโดนราจับอยู่ค่า~ ^o^

Thank you.
Zeren Zarviiolar.

Calendar

April 2010
M T W T F S S
« Feb   Apr »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

Hit Counter

HTML hit counter - Quick-counter.net

Statcounter:

..

Ren Ren Fanpage

Archive for April 2010

กลับบ้านเรา เมี๊ยวรออยู่

ตอนแรกว่าจะไม่เล่าเรื่องราวของวันกลับแระ เพราะไม่ค่อยมีอะไรมาก แต่นึกไปถึงร้านอาหาร เช้า+กลางวันที่แวะทานแล้วรู้สึกไม่เล่าไม่ได้ ขอสักหน่อยเถอะ

16 เม.ย 2010….. กลับบ้านเรา เมี๊ยวรออยู่ 

ด้วยความว่าวันนี้วันที่ 16 คิดว่าคนคงเริ่มกลับกลับ กทม. แล้วล่ะ สงสัยรถจะต้องติดแน่ๆ เลย พรุ่งนี้เราต้องไปภูเก็ตต่อ (เฉพาะเรากับหมูยิ้มกับเจ้า Max)  รีบกลับให้ถึงบ้านท่าจะดี เลยออกเดินทางซะตั้งแต่ 6 โมงเช้า… มันก็ไม่เช้าเท่าไหร่หรอก เกือบๆ จะ 7 โมงแล้ว
เรื่องของเรื่องคือแอบอาฆาตร้านข้าวโพดเทียนที่ซื้อมานั่งแทะเล่นเมื่อวันก่อน มีขายอยู่ร้านเดียวในตลาด แล้วก็อร่อยดี แต่สาเหตุที่แค้นก็เพราะว่าน้าไปซื้อ ใส่สร้อยทองประจำตระกูล (ซะที่ไหน น้าไปสั่งทำเอาเองหรอก) อันเป็นสร้อยนามสกุลไปด้วย ระหว่างยืนซื้อข้าวโพดคนขายข้าวโพดก็เมียงมองใหญ่ เสร็จแล้วก็บอกว่า
“พี่ก็นามสกุล ….. เหมือนกันเหรอเนี่ย งั้นเอา 15 บาทพอ”  <<< เฮ้ย!! ได้ไงอ่ะ ไม่รู้จักกันแต้ๆ แค่นามสกุลเหมือนกันก็ลดราคาเลยเร๊อะ!! 

ดังที่เคยกล่าว ความจริงแล้วตระกูลเจ้าแม่ค่อนข้างใหญ่โตโด่งดังอยู่แถวๆ นั้น เสียตรงที่ใหญ่ไปหน่อย ญาติใครเป็นญาติใครก็ไม่รู้ เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งนานมากๆ แล้ว  (<<<แล้วก็มาเข้าเรื่องผีซะงั้น)
ตอนนั้นคุณตายังมีชีวิตอยู่ ส่วนคุณยายตายไปนานแล้ว ตอนนั้นคุณตาป่วย คุณม่ามี๊เราก็ไปเฝ้า ไอ้เราตอนนั้นเรียนมหา’ลัยอยู่ เห็นมันง่ายๆ เลยขี้เกียจไม่ค่อยจะไปเรียนนักหรอก  เผลอเปิดเทอมโผล่ไปถึงอีกที่วันสอบเลยก็มี ด้วยเหตุนั้นทำให้มีเวลาว่างตามคุณมารดาไปเชียงราย ตามไปจินๆ นะ นั่งรถทัวร์ไปกัน 3 คน มีพี่กัส เรา กับหมูยิ้ม (<<<ไอ้นี่สำคัญ ตัวมันอุ่น ขาดไม่ได้เวลาไปที่อากาศหนาวๆ ใช้แทนเตาผิงได้ดีหนักแล)  ไปถึงตอนตีห้า ก็ว่ารถสองแถวเข้าบ้าน  เสร็จแล้วก็ขึ้นห้องนอนหลับปุ๋ยๆ
ห้องที่ขึ้นไปนอนเป็นห้องนอนเดิมของเจ้าคุณยาย ตอนนั้นคุณยายเพิ่งตายไปไม่นานเท่าไหร่ ไม่ค่อยมีคนกล้าเข้าไปนอน เพราะหลังจากที่ยายตายไปคนแถวนั้นๆ มาบอกว่าเห็นยายยืนอยู่ตรงระเบียงชั้นสองของบ้านเราก็มี  แต่ที่นี้เรื่องอย่างนี้ไม่เกี่ยวกับเราอยู่แล้ว ต่อให้เจอก็ผียายตูเอง แล้วไง ยายจะมาอะไรเค้าล่ะ ไม่กลัวหรอก กิ๊วๆ(ท้าเข้าให้อีกแน่ะ)
นอนที่ห้องยายได้สักถึงตอน 7 โมงเช้า ก็มีเด็กผู้ชายประมาณวัยรุ่นหน่อย อายุน่าจะประมาณ 14-15 อยู่ก็มาปลุกเราบอกว่า

“ตื่นเถอะ ตื่นๆ”
ไอ้เราตอนนั้นยังงัวเงีย แต่เห็นว่าไม่ใช่คนในบ้านก็คิดแล้วล่ะว่าเป็นผี แต่ก็อีก พอดีว่าที่บ้านเชียงรายก็ผีเยอะใช่ย่อยซะเมื่อไหร่ (มีกระทั่งผีทหารเลยอ่ะ)  เห็นจนชิน เลยเฉยๆ  ทีนี้ทางนั้นไม่ยอม ก็ยังปลุกเราต่อ
“ตื่นเถอะๆ ไปใส่บาตรให้หน่อย”
เออ เอ็งพยายามดี แต่ตูง่วง แถมนี่ 7 โมงเช้าแล้วนะเฟ้ย พระที่ไหนจะมารับบาตร ก็ถามผีไปว่า
“ใครล่ะ จะมาให้ใส่บาตรให้เนี่ย”
ทางนั้นก็ตอบมาว่า
“ชื่อน้อย เป็นหลานยาย ไปใส่บาตรให้หน่อยนะ”
“เออๆ 7 โมงแล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยใส่ ตอนนี้จะนอนอย่ามากวน”
ก็บอกผีน้อยไปอย่างนั้นแล้วนอนต่อ

ตื่นมาอีกที 9 โมงเช้า ก็เดินลงมาข้างล่าง เจอคุณมารดาอยู่กับคุณตา ก็ถามคุณมารดาไปว่า
“แม่ หลานยายที่ชื่อน้อย เป็นผู้ชาย ตายไปแล้วอ่ะ รุ้จักป่ะ”
คุณมารดาก็ทำหน้างงๆ แล้วถามว่า “ทำไม?”
“เมื่อกี้ตอนนอนอยู่มีเด็กชื่อน้อยมาปลุก บอกว่าเป็นหลานยาย ให้ลูกใส่บาตรให้เขาหน่อย”
คุณแม่ก็ทำหน้างงอีก คิดไปสักพักแล้วก็ตอบว่า

“มีมันก็มีหรอก แต่น้อยไหนล่ะ หลานยายชื่อน้อยมีอยู่แทบทั้งอำเภอ ยายหลายเยอะมาก มีไปถึงบ้านสักอะไรแถบนั้นก็มีหลานยายตั้งหลายคน” 

จ๊าก!! เยอะปานนั้นเลยหรือนั่น หลานยายเรา  ก็งงๆ อยู่กับนามสกุลนี้อ่ะนะ แต่โดยสรุปรู้สึกว่าจะประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลายจนคนที่นามสกุลเดียวกันโดยไม่บังเอิญคือเป็นญาติกันจริงๆ แต่กลับไม่รู้จักกันก็มีมากมายทีเดียว 

กลับมาที่ร้านข้าวโพดเทียน ปรากฏว่าคือญาติเราจริงๆ นั้นแหล่ะ ไม่รู้จักน้าเราแต่รู้จักแม่เรา ถ้าแม่เราไปซื้อก็ได้ 15 บาท กรี๊ดดดด!!! โป้งๆๆๆๆ แค้นมาก! เราลูกแม่แท้ๆ แต่ซื้อได้ 20 แค้นสุดชีวิต!
นั่นเองจึงเป็นเหตุผลให้อาฆาตเอาไว้ว่า เดี๋ยว 6 โมงเช้าก่อนรถออกจะไปซื้อให้ได้ 15 บาทแล้วเอาไปแทะเล่นบนรถ ที่ไหนได้…..
ความโง่ไม่เคยปราณีใคร…. หารู้ไม่ว่าตลาดเทิงเขามีอยู่สามกะ กะเช้าร้านที่มาขายก็เจ้าหนึ่ง กะสายที่มาขายก็เป็นอีกเจ้า กะบ่าย ร้านข้าวโพดถึงจะออกมาขายหรอก!! แง่ง!! อาฆาตเสียเปล่า แก้แค้นไม่ได้ เซ็งเลย
รถออก 7 โมง ยังไม่ได้ทานอะไรกันเลย แต่เราเอาตัวรอดด้วยการซื้อหมูปิ้งตับปิ้งกับข้าวเหนียวเอาไว้ (ข้าวเหนียวที่นี่ก็ขายน่ากลัวสุดๆ จ่าย 10 บาทได้มาตั้งครึ่งโล)

ก็เห็นระยะทางอยู่แล้วว่าขับอกไปนี่… เดี๋ยวรถก็ต้งอขึ้นเขา ทั้งเขางาวเข้าแพร่ ไม่ผ่านปั๊มเลยสักปั๊ม ร้านอาหารก็ไม่มี แถมเดี๋ยวขึ้นเขาเมื่อไหร่พี่ ช.ก็อาละวาดอีกล่ะ เราได้เมารถแน่ๆ ถ้าท้องว่างอยู่อย่างนี้ ก็เตรียมตัวพร้อมเอาไว้เลย

จริงๆ แล้วคุณมารดากะจะแวะทานอาหารเช้าที่เชียงคำ อุตส่าห์แล่นรถผ่านไปที่ตลาดเชียงคำ (เปล่า ความจริงพี่ ช. ขับหลงไป 55555)  แต่ทุกคนอยู่ในอารมณ์งงทาง (พี่ช.ขับหลงไปจริงนะนั่นเลยไม่คิดอยากจะรัยประทานอะไร ขอให้รีบๆ ออกมาจากที่นั่นได้ก็พอ  พอออกมาได้พี่ ช. ก็ถามว่าจะไปทางลำปางหรือไปทางแพร่(ลำปางถนนใหญ่ รถวิ่งสบาย แต่อ้อม) เราก็ตอบว่าขอเร็วไวก่อน (นึกถึงสภาพตัวเองที่อาจต้องตะกายไปขึ้นเครื่องบินในวันพรุ่งนี้) ไปทางแพร่ก็แล้วกัน  พี่ ช. ก็โอเช ได้ตามคำขอทันควัน  <<< จริงๆ ภูเขาที่แพร่นี่วิวสวยมาก เราชอบไปทางนี้ แต่เส้นทางอันตรายเฉียดตายสุดๆ ต้องไว้ใจคนขับรถว่าฝีมือและระมัดระวังชีวิตเราได้ดีพอถึงค่อยเลือกไปทางนี้

พอขึ้นเขาก็หาของทานไม่มีล่ะ คุณมารดาเริ่มหิวเลยฉกข้าวเหนี่ยวหมูปิ้งเราไปทาน  เลยอาฆาตเอาไว้ว่าหลังจากลงเขาจะมีร้านอาหารชื่อว่าไซทอง เดี๋ยวจะแวะทานกันที่นั่นแหล่ะ
ขึ้นเขานานมากกกกกกก กว่าจะไปถึงไซทองเกือบจะบ่าย (หรือเกือบจะเที่ยงหว่าแต่สรุปเอาเป็นหิวหน้ามืดกันถ้วนทั่ว

ที่นี้เป็นร้านอาหารระบบเซลเซอร์วิส เหมือนร้านฟาดฟู้ดส์เลย ไปสั่งแล้วก็ยกไปที่โต๊ะเอง ต่างกันตรงอาหารที่นี่หนักโคตรยิ่งกว่าแฮมเบอร์เกอร์ในแมค เลยหนักไปทางหลอกใช้งานฝรั่งให้มันแบกซะ (ตา Max อยากถึกเองนี่ฟ่า 5555)
ตอนไปสั่งอาหารป้าที่รับออร์เดอร์มืออาชีพได้น่ากลัวมาก ขณะที่ทุกคนไปยืนดูเมนูอาหารแล้วกำลังปรึกษากันว่าใครจะทายอะไรป้าก็ถามว่ามากันกี่คน  เราก็ไปว่า

“แปดคน” แล้วก็หันมาดูเมนู หนูอยากทานนเผึ้งมะนาวอ่า….อากาศร้อนๆ ต้องอาหร่อยแน่ๆ เลย
“แปดคนชุดเล็ก 2 ชุด ชุดใหญ่ทานไม่หมดหรอก”  ป้าที่รับออร์เดอร์บอก จังหวะนั้นเราก็หันไปสั่งอาหาร
“เอาแกงอ่อม พริกอ่อง พริกหนุ่ม น้ำผึ้งมะ…” ยังไม่ทันจบป้าก็แทรกมาว่า
“เสร็จเรียบร้อยแล้ว น้ำผึ้งมะนาวไปสั่งเพิ่มตรงโน้น”

เหวอ…. ทุกคนอ้าปากอย่างเหวอ  ยังไม่มีใครทันได้สัางอะไรป้าที่รับออเดอร์สั่งให้แล้วเรียบร้อย เฮ้ย! แล้วอาหารตูจะออกมามีอะไรมั่งฟะ
เดินไปตรงที่รับอาหารอย่างงงๆ พร้อมกับสั่งน้ำผึ้งมะนาวและกาแฟร้อนเพิ่มให้ป๊ะป๋า เดินไปถึงอาหารก็เสร็จออกมาให้ยกเป็นทิวแถว  อยากจะบอกว่า…..

เยอะมากเลยคับทั่น!!

เอาอาหารไปตั้งที่โต๊ะแล้วก็นั่งทานอย่างเหวอๆ สำนึกนับถือป้ารับออเดอร์อย่างเหวอๆ ว่าเมพมาก เมพแห่งการรับออร์เดอร์จริงๆ
อาหารบนโต๊ะเยอะมาก แต่ก็ทานกันเกือบหมด ไอ้ฝรั่งบ้าไส้กรอกเยอรมันยังไม่พอ มาบ้าไส้อั่วเมืองไทยอีกต่างหาก ฟาดไส้อั่วคนเดียวเรียบเลย (มันชอบจริงๆ หรือนั่นท่าทางฝรั่งจะชอบมากมาย มีเจตนาจะซื้อกลับเยอรมันไปด้วย แต่กลัวไม่ผ่านด่านเลยต้องตัดใจ แต่ซื้อทั่นมุคุ… สัปะรดภูแลกลับเยอรมันไป 2 ลูก บอกว่าอาหร่อย (มารอบนี้แอบสอนภาษาเหนือเจ้าฝรั่งไปตั้งหลายคำ เจ้านี่เพิ่งจะฝึกนับเลขได้ไปซื้อของเจอคนเมืองบอกราคาว่า ซาวห้า <<< ไม่รู้จักว่าเลขอะไร ฝรั่งเซ่อไปเลย 555555)

ทานไม่หมดหรอก เอาน้ำพริกหนุ่มห่อกลับบ้านแล้วก็ซื้อเพิ่ม นี่นะ ตอนถามถึงน้ำพริกหนุ่มว่าจะเผ็ดมากไหม ป้าที่รับออร์เดอร์บอกด้วยว่า
“พริกหนุ่มทานเดือนนี้ไม่เผ็ดหรอก ต้องเดือนหน้าถึงจะเผ็ด” เวงกรรม…ตอบแค่ไม่เผ็ดคำเดียวก็ได้ป้า หนูสั่งเดือนนี้ไม่คิดจะรอไปทานเดือนหน้าหรอก (เดือนหน้าพริกหนุ่มจะไม่หนุ่ม จะแก่ตัวลงแล้วจึงเผ็ดมากขึ้น)

เสร็จแล้วเอาข้าวเหนียวทุกกะติ๊บที่ทุกคนทานเหลือมารวมกัน ใส่กะติ๊ยได้ตั้ง 2 กะติ๊บแน่ะ ก็เอากลับบ้านมาทานต่อบนรถซะ (ตอนนั้นยังไม่รู้อนาคตจะหาได้มีไม่ในทานรับประทานครั้งต่อไป)

คิดเงินเรียบร้อยก็ขึ้นรถกลับบ้าน ปรากฏว่า…. ตั้งแต่นั้นยันกรุงเทพ ใครชวนแวะทานอะไรไม่มีมครยอมทานเลยสักคน ทุกคนอิ่มหมด อิ่มตั้งกะแพร่จนถึงยุธยาแน่ะ ร้านอาหาร ไซทอง… แน่มาก ต้องจดจำไว้จริงๆ ทำให้คนเราอิ่มได้นานขนาดนี้

มาถึงสิงห์บุรีป้าที่อยุธยาโทรมาบอกให้แวะไปที่ร้านด้วย จะเลี้ยงอาหาร  ความจริงขี้เกียจคั่กๆ อยากถึงบ้านเต็มแก่แล้ว แต่ป้าคนนี้ติดงาน ไปร่วมสรวลเสเฮฮาที่เมืองเหนือกับญาติๆ ไม่ได้เลยคิดว่าสงสัยป้าจะเหงา เลยบอกให้คุณมารดาแวะไปหน่อยก็แล้วกัน ก็แวะไปทานอาหารฟรีที่ร้านป้านิดๆ หน่อยจากนั้นก็ขึ้นรถกลับ ถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ เย้!!

กลับมาถึงแมวแม้วเมี๊ยวที่ปล่อยให้ดูแลบ้านอยู่ตัวเดียวโวยวายตัดพ้ดต่อว่าใหญ่เลย  แล้วเลยกลายเป็นแมวสต็อคเกอร คนเดินไปที่ไหนต้องมี่แม้วเดินตามอยู่ที่นั่น ไม่ยอมถูกปล่อยทิ้งไว้ตัวเดียวอีกแล้ว แม๊ววววว ฉงฉานแมวที่คิดถึงเราสุดๆ ไปเลย (ก็ตอนอยู่ด้วยกัน ทำเป็นไม่สนใจแถมชอบทิ้งคนไปเที่ยวเป็นอาทิตย์ๆ จนเราแทบจะเฉาตาย ทีงี้ล่ะทำเป็นประจบ ชริ!)

Cat
แมวแม้วเหมียวที่โดนเจ้าของใจร้ายทิ้งให้เฝ้าบ้านกับปู่อ้วน 2 ตัว


กลอนประตูห้องน้ำที่ร้านไซทอง ถ่ายมาดูว่าทำแบบโบราณ เป็เอกลักษณ์ดีแต๊


ห้องน้ำที่ร้านไซทอง เข้าไปที่แรก ปิดประตูปุ๊บตกใจสะดุ้งเฮือก!! ทำไมมีตุ๊กแกตัวเท่าเมี่ยงมาเกาะอยู่ตรงนี้!! เกาะอยู่ที่ประตูเป็นระยะประชิดต่อสายตามาก แต่พอดูดีๆ จริงๆ แล้วมันคือที่แขวนกระเป๋า!!(คิดได้นะ ที่แขวนกระเป๋าหน้าตาแบบนี้)


บรรยายกาศในร้าน ณ มุมที่ไม่มีใครกล้าตายไปนั่ง (แดดมันร้อนอ่า)


กะจะถ่ายป้ายร้าน แต่กล้อฝมือถือหยิืบมาถ่ายเพราะสะดวกมือ จับภาพมาชัดแต่รถที่จอดอยู่ซะงั้น


ภาพแอบถ่าย!! คณะเราตอนนั่งทานอาหาร แอบถ่ายมา ฮิ ฮิ ฮิ

กลับบ้านแระ พรุ่งนี้ไปภูเก็ตต่อ สนุกมากมายก่ายกอง เฮฮฮฮฮฮ!!!!